Ebay ปะทะ Amazon สงครามท่ามกลางความมืดมิด


Posted on Thursday, January 28, 2010 by in Best News Quality |
Tags: , , , , , , , , ,

จากข้อมูลของนักเคราะห์เศรษฐกิจหลายๆ คนที่ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้คงจะไม่จบภายในปีหรือ 2 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอนนั้น ฟังแล้วรู้สึกหดหู่ แต่เชื่อเถอะว่า ในวิกฤตยังมีโอกาสที่สุกงอมแล้วน่าเก็บเกี่ยวอีกมาก เพียงแต่ทุกคนยังไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร ถึงจะให้ตนเองไปอยู่ในเส้นทางแห่งโอกาสนั้นๆ ได้

ต้องยอมรับว่า 7 ปีที่ผ่านมา Ebay นั้น ถือเป็นเว็บไซต์ประมูลไร้เทียมทานที่ไม่มีใครสามารถโค่นบัลลังค์แห่ง E-Marketplace ลงได้ แน่นอนว่าราคาหุ้นและผลกำไรของ Ebay พุ่งทะยานเหนือคู่แข่งอย่าง Amazon อย่างไม่เห็นฝุ่น ซึ่งต้องขอขอบคุณผลงานอันน่าประทับใจของนางวิทซ์แมน ซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO ถึง 7 ปีด้วยกัน แต่ปัจจุบันไม่ใช่ CEO แล้วนะครับ ในส่วนของ CEO คนล่าสุดของอีเบย์ก็คือ จอห์น โดนาโฮ

[ad#ad-3]

อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของ Ebay สำหรับชาวโลกถูกมองเป็นเว็บไซต์ที่มุ่งเน้นไปที่กำไรเพียงอย่างเดียว แต่ Amazon นั้นได้รับความชื่นชมและเชื่อถือสำหรับผู้ขายปลีกมากกว่า Ebay

หลายๆ คนเชื่อว่าวิกฤตแฮมเบอเกอร์คราวนี้ไม่น่าจะกระทบกับธุรกิจดอทคอมมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว Ebay นั้น ถูกวิกฤตเศรษฐกิจเล่นงานอย่างหนัก ถึงขนาดประกาศถอดคนงานออกเป็นจำนวน 10% หรือราว ๆ 16,000 คนเลยทีเดียว ปัญหาหลักๆ ของอีเบย์ก็คงเหมือนกับทุกๆ ธุรกิจ คือการที่ผู้บริโภคมีเงินจับจ่ายน้อยลงจากปัญหาการเงินฝืดเคืองในสหรัฐอเมริกา

ปัญหาเศรษฐกิจได้กระทบกลุ่ม Silicon Valley ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม IT ของโลก รวมทั้งได้ทำให้หุ้นของ Google, Microsoft, Apple ลดลงประมาณหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น จึงไม่แปลกที่อีเบย์จะกระทบไปด้วย ซึ่ง eBillme เว็บไซต์ชำระเงินชื่อดังได้ระบุไว้ว่า 48% ของผู้บริโภคเกิดความไม่แน่ใจและต้องการเลื่อนการจัดสินใจในการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอีคอมเมิร์ซในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้

Ebay ปะทะ Amazon

จริงๆ แล้วทาง Amazon และ Ebay ไม่ได้ถือเป็นคู่แข่งขันกันในอดีตที่ผ่านมา ทั้งสองถือเป็นธุรกิจที่สามารถทดแทนกันได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากนโยบายของธุรกิจที่มีความแตกต่างกัน โดย Amazon มองถึงความภักดีและสัมพันธไมตรีที่ยั่งยืนกับผู้ขาย ถึงแม้ว่าผลกำไรที่ได้ อาจจะไม่มากเหมือน Ebay ในสมัยก่อน แต่ผู้ขายหลายคนก็เลือกที่จะทำธุรกิจกับ Amazon เนื่องจากความมั่นคงทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือมากกว่า ส่วนตัวเลือก Ebay นั้น ผู้ขายเลือกที่จะทำธุรกิจเพื่อความสะใจและสนุกสนานกับการประมูล ซึ่งบ่อยครั้ง ผู้ขายมีโอกาสได้รับกำไรทีละมากๆ แต่บางครั้งผู้ขายก็จะประสบกับปัญหานานับประการ ซึ่ง 90% ใน Ebay จะเข้าข้างผู้ซื้อ ทำให้ช่วงหลังมีการต่อต้าน Ebay มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ ณ สถานการ์ณปัจจุบัน ทั้ง Ebay และ Amazon พยายามที่จะเข้าแทรกแซงซึ่งกันและกัน โดยที่ Ebay ได้พยายามปรับตัวเองให้เป็นเว็บไซต์เพื่อการซื้อขายแบบ Fix Price หรือแบบปรกตินั่นเอง ส่วน Amazon ได้เพิ่มระบบขายสินค้าซึ่งสามารถให้ผู้ขายมีร้านค้าเป็นของตนเองและเพิ่มหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดมาจาก Ebay ให้ได้

สาเหตุหลักที่ทั้งคู่พยายามแย่งลูกค้ากันอาจจะเป็นเพราะในปัจจุบันสมาชิกของ Ebay มีจำนวน 84.5 ล้านคน ส่วน Amazon นั่นมีสมาชิกถึง 81 ล้านคน ทั้งๆที่ 3 ปีก่อนหน้านั้น Ebay มีสมาชิกมากกว่า Amazon ถึง 30% ด้วยซ้ำ ดังนั้น Ebay จึงจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อเรียกความศรัทธากลับคืนมาจากผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วน Amazon เองก็จำเป็นต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อรักษาฐานลูกค้าและแซงหน้า Ebay ให้ได้นั่นเอง

ในปี 2005 มูลค่าหุ้นของ Ebay มากกว่า Amazon ถึงสามเท่า เนื่องจาก Ebay นั้นไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้าและมีกำไรอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในปี 2008 หุ้นของ Amazon ในเดือนกรกฏาคมมีมูลค่าสูงกว่า Ebay เป็นครั้งแรก เมื่อเป็นเช่นนี้ จอห์น โดนาโฮ ซีอีโอ ของ Ebay จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยใช้แผน Turnaround mind-set ด้วยการพยายามเปลี่ยนระบบให้ผู้ซื้อสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องรอประมูล จะว่าไปก็คือกลับไปใช้วิธีการซื้อขายแบบเดิมๆ หรือ Fix Price นั่นเอง

Ebay ปะทะ Amazon

ทาง เบซอส ของ Amazon ได้กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ขายจำนวน 29% ได้แปรพรรคจาก Ebay มาลงทะเบียนเพื่อขายสินค้ากับทาง Amazon เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลว่า Ebay นั้นเก็บค่าธรรมเนียมแพงเกินไปนั่นเอง โดยทาง เบซอส ยังได้กล่าวชื่นชม Amazon เองที่กล้าเสี่ยงเพื่อเอาใจผู้บริโภคโดยส่งสินค้าอย่าง Kindle หรือเครื่องมือสำหรับอ่านอีบุ๊คฉบับพกพา ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีพอสมควร จากที่เช็คล่าสุด Kindle ได้ Feedback 3/5 ก็ถือว่าไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

จากกระแสต่างๆ ที่ผ่านมา สังเกตุเห็นผู้คนส่วนมากมักโจมตี Ebay และหันไปชื่นชม Amazon โดยอาจเป็นเพราะว่า Ebay นั้นมุ่งเน้นการทำธุรกิจแบบระยะสั้น แต่ Amazon นั้นมุ่งเน้นการทำธุรกิจแบบระยะยาว ด้วยการสร้างสัมพันธ์กับผู้ขายและการเอาใจใส่กับการจัดส่งสินค้าและความน่าเชื่อถือ โดย Amazon จะพยายามดูแลสินค้าทุกชิ้นที่จัดส่งด้วยตัวของ Amazon เอง อีกทั้งพยายามอัพเดตสินค้าของตนเองด้วยการโปรโมต Kindle คู่กับ MP3 และ Video ซึ่ง Ebay นั้นไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Ebay เริ่มเสื่อมค่าลง น่าจะเป็นเพราะผู้ซื้อเริ่มอิ่มตัวกับระบบประมูลสินค้า ทั้งยังต้องต่อสู้กับพวกซุ่มยิง หรือที่เรียกว่าพวกที่มีโปรแกรมสำหรับช่วยประมูลนั่นเอง ที่สำคัญผู้ซื้อไม่แน่ใจกับเครดิตของผู้ขาย รวมถึงการปิดบังค่าส่งจากผู้ขายบางคน ซึ่งทำให้ โดนาโฮ เอง ต้องการเปลี่ยนระบบการประมูลให้เป็นการซื้อขายแบบเก่า

ลองมาดูวิธีการทำธุรกิจของ 2 แบรนด์ชั้นนำอย่าง Ebay และ Amazon ว่า เลือกที่จะซื้อคู่แข่งหลายๆ เว็บไซต์อย่าง Shopping.com, Half.com เพื่อขยายอำนาจของตนเอง รวมทั้งซื้อ Skype และ Stubhub เพื่อเพิ่มช่องทางในการโฆษณา โดยที่ Ebay เองต้องการจะขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนทั้งโลกคิดถึง Ebay เมื่อต้องการทำธุรกิจการค้าบนอินเตอร์เน็ต ผิดจาก Amazon ที่ยังคงทำการค้าบนสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก โดย Amazon นั้น ได้ใช้งบประมาณการโฆษณาในแต่ละปีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และพยายามสร้างแบรนด์ความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงได้จ้างพนักงานดูแลลูกค้าเพื่อสร้างความประทับใจและคืนเงินให้กับลูกค้าที่ไม่รับสินค้าด้วยตนเอง ข้อแตกต่างจากทั้ง 2 แบรนด์มีวิธีการทำตลาดที่แตกต่างกัน แต่สุดท้าย ใครจะเป็นผู้ชนะ คำตอบอยู่ที่ผู้ซื้อเพราะปริมาณผู้ซื้อในเว็บไซต์จะวัดถึงความสำเร็จของเวปนั้น

Ebay ปะทะ Amazon

การที่ Ebay พยายามจะเปลี่ยนแปลงตนเองสู่การค้าขายแบบเก่า หรือ การค้าขายแบบกำหนดราคาตายตัวนั้น บางกลุ่มเชื่อว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ Ebay กลับมายิ่งใหญ่มากขึ้น แต่อีกหลายๆ กลุ่มเชื่อว่า Ebay นั้นต้องพึ่งการประมูลเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว ความขลังของ Ebay ก็จะหมดไป ลองนึกดีๆว่า Ebay เคยทำระบบ Ebay Express ออกมาแล้ว โดย Ebay Express คือระบบการค้าขายที่ง่ายมากๆ และเชื่อมโยงกับ Paypal เพียงอย่างเดียว โดยผู้ซื้อสามารถหาสินค้าที่ตนเองต้องการและซื้อได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา Ebay ลองใช้งาน Ebay Express ผลปรากฏว่าไม่ได้ผลและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ซื้อเท่าที่ควร

ปัจจุบัน Amazon ได้อ้างว่า สมาชิก Power Seller จำนวน 800 คนของ Ebay ได้ย้ายมาสู่ Amazon เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทาง Amazon ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่สมาชิกเหล่านี้เป็นพิเศษเพื่อดึงดูดให้ใช้ Amazon ต่อไป อีกสิ่งหนึ่งที่ Amazon ได้เปรียบ Ebay คือการที่ผู้ขายรายใหญ่อย่าง Toy R Us. Circuit City, Borders เป็นลูกค้าขาประจำของ Amazon ตั้งแต่สมัยแรกๆ ทำให้ผู้ซื้อมีความเชื่อถือค่อนข้างมาก ดังนั้น Ebay จึงแก้ทางด้วยการให้ Buy.com เข้ามาขายของได้ใน Ebay โดยปราศจากค่าธรรมเนียม ส่วนผู้ขายรายเล็กๆ อีเบย์กลับพยายามเพิ่มค่าธรรมเนียมเพื่อเพิ่มผลกำไรประจำปี ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทำให้ผู้ขายบนอีเบย์จำนวนมากไม่พอใจ และปิดสโตร์ไปในที่สุด

ขณะที่ Ebay พยายามเพิ่มผลกำไรของตนเองนั้น แต่ Amazon กลับพยายามเอาใจผู้ขายด้วยการเสนอให้ผู้ขายส่งสินค้ามาเก็บไว้ในโกดังของ Amazon เอง เพื่อให้ผู้ขายไม่จำเป็นต้องดูแลการจัดส่งให้วุ่นวายเสียเวลา วิธีการนี้ทำให้ Amazon สามารถรู้ได้ว่าใครคือมิตรแท้ทางการค้าที่ควรคบหาและเชื่อถือได้ ผิดกับ Ebay ที่ได้แต่คอยพะวักพะวงกับการทำผิดกฏของผู้ขายหลายๆ ราย

ท้ายนี้ การต่อสู้ของ 2 แบรนด์ชั้นนำบนธุรกิจดอทคอมนั้น ยังคงต้องดูกันอีกยาวไกล เนื่องจากปัจจุบัน ธุรกิจดอทคอมมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 7% ของโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้น มวยคู่นี้ยังคงไม่จบยกง่ายๆ อย่างแน่นอน

เนื้อเรื่องโดย ชาตรี จาก highbizz dot com
เรียบเรียงใหม่โดย cheapestav.com

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ ที่คุณอาจต้องการรู้

  1. สร้างรายได้กับ Amazon
  2. App Store Amazon for Android
  3. เปลี่ยนแปลงค่า API สำหรับดึงสินค้า amazon
  4. หารายได้จาก amazon
  5. Kindle DX Wireless Free 3G Works Globally Wireless Reading Device
ขอบคุณในความกรุณาจากทุกท่านเป็นอย่างสูงที่สนใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากต้องการนำบทความในหน้านี้ไปเผยแพร่หรือคัดลอกไปใช้ในกรณีใดๆ โปรดกรุณาทำ link กลับมายังต้นฉบับด้วย จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง หรือจะ copy url ด้านล่างนี้ไปใช้เพื่อทำ link กลับมายังหน้าแห่งนี้ได้เลย

ขอบคุณค่ะ

Cheap Best News Cyber Biz

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.