
Search!
Enter your keywords:Recent Posts
- ย้ายเนื้อหาบางเรื่อง ไปเว็บใหม่
- อาจจะเปลี่ยนที่อยู่เว็บนี้ เป็นเว็บใหม่
- ธนาคารพาณิชย์แห่ขึ้นค่าธรรมเนียม
- 5 เรื่องภาษีปี 54 ที่ควรรู้
- New Nissan Teana 2013
- Photo Fair fuji instax 210 Polaroid
- ทำไม MICE ถึงเกี่ยวกับ ธุรกิจท่องเที่ยว
- รางวัล ที่คนทำงานยุคใหม่ ใฝ่หา
- ฝากประจำ ดอกเบี้ยสูง จริงหรือ
- มีปัญหากับ KrungSri First Choice แฮะ
Archives
- April 2012
- March 2012
- February 2012
- January 2012
- December 2011
- November 2011
- October 2011
- September 2011
- August 2011
- July 2011
- June 2011
- May 2011
Blogroll
ลงทุนในทองคำเกิน 2 ปีกำไรดี
นักวิเคราะห์จากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย (TMB) ได้วิเคราะห์การลงทุนในทองคำไว้ว่า ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หากถือเกิน 2 ปีขึ้นไป เนื่องจากการลงทุนในระยะสั้น ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือก (Safe-Haven Asset Class) ที่นักลงทุนเลือกถือในสภาวะเศรษฐกิจขาลงและมีความเสี่ยงสูง แต่ในระยะยาว ราคาทองคำปรับตัวตามแนวโน้มพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก
หากลงทุนในทองคำเป็นระยะเวลา 2 ปี จะได้อัตราตอบแทนเฉลี่ยสูงอยู่ที่ 11% ต่อปี ในขณะที่การลงทุนในตลาดทุนจะอยู่ที่ 6% ต่อปี นั่นแสดงถึงว่าการลงทุนในทองคำมักได้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีเสถียรภาพมากกว่าผลตอบแทนจากตลาดทุนที่มักผันผวนขึ้นลงได้ตามภาวะ เศรษฐกิจโดยหากเลือกลงทุนในทองคำระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่าตลาดทุน และยังมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าด้วย
ลองนำดัชนีตลาดทุนและราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและในประเทศไทยมาเปรียบเทียบกันแล้วก็จะพบว่าหากเราเริ่มลงทุนซื้อทองคำเก็บไว้ตั้งแต่ต้นปี 2543 แล้วถือไว้จนถึงต้นปี 2553 จะทำให้ได้กำไรต่อปีประมาณ 12-15% ต่อปี แต่ถ้าถือหลักทรัพย์ในตลาดทุนจะได้ผลตอบแทนรวมปันผลเพียง 3-9% ต่อปี โดยในช่วงปี 2543-2553 การลงทุนในระยะยาวในทองคำให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในตลาดทุน อย่าลืมว่าการลงทุนในโลกแห่งความจริงนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ถือทองหรือหลักทรัพย์ไว้เฉยๆ เป็นเวลานานกว่า 10 ปี แต่ว่าจะมีการซื้อขายสับเปลี่ยนตลอดเวลา ดังนั้นถ้าคำนวณเป็นรอบการลงทุนจะพบการลงทุนระยะสั้น เช่น ซื้อวันนี้แล้วขายในอีก 3 เดือนหน้า อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยช่วงปี 2543-2553 จากการลงทุนในตลาดทุนจะอยู่ที่ประมาณ 23% ต่อปี ขณะที่ทองคำจะอยู่ที่ 15% ต่อปี
ถ้าเพิ่มระยะเวลาลงทุนเป็น 2 ปี อัตราผลตอบแทนในตลาดทุนจะอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี และทองคำอยู่ที่ 11% ต่อปี นั่นแสดงถึงว่าการลงทุนในทองคำมักได้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีเสถียรภาพมากกว่าผลตอบแทนจากตลาดทุนที่มักผันผวนขึ้นลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจ
แนวโน้มตลาดทองคำ
ตลาดทุนมีความผันผวนมากกว่าราคาทองคำอย่างชัดเจน ถ้าพิจารณาความผันผวนของราคาทองคำและดัชนีตลาดทุนตั้งแต่ปี 2543-2553 จะพบว่าทองคำมีความผันผวนเฉลี่ย 1.5 ขณะที่ตลาดทุนมีความผันผวนเฉลี่ย 2.6 อย่างไรก็ดีมีเพียงบางช่วงเท่านั้นที่ราคาทองคำผันผวนกว่าหรือเท่ากับดัชนีตลาดทุน
จะเห็นได้ว่าการลงทุนในทองคำระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่าตลาด ทุน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าด้วย โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การลงทุนในทองคำระยะเวลา 2 ปี ผู้ถือแทบจะไม่ขาดทุนเลย แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้นการลงทุนในตลาดทุนก็ยังคงมีโอกาสได้รับผลตอบแทน เฉลี่ยที่สูงกว่า
อย่างไรก็ดี คงมีหลายคนเคยได้ยินว่าในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ทองคำมัก|มีราคาเพิ่มสูงขึ้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551-2552ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ว่ามีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงท้ายปี 2551 และต้นปี 2552 ที่วิกฤตลุกลามไปทั่ว ดังนั้นความเชื่อที่ว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงวิกฤตจึงไม่ถูกต้องนัก
หรือถ้าหากมองเป็นอัตราผลตอบแทนรายปี จะพบว่าช่วงต้นทศวรรษที่ 2543 และช่วงปี 2551-2552 อัตราผลตอบแทนทั้งในตลาดทุนและในทองคำปรับลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดทุนที่มีการปรับลดลงมากจนผลตอบแทนจาก|การลงทุนติดลบ ขณะที่ราคาทองคำเองก็ปรับตัวลดลงจนส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบเช่นกัน แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับในตลาดทุน
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกในสภาวะเสี่ยง (Safe-Haven Asset) หรือไม่ ลองมาพิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำกัน ขอแบ่งกรอบการมองออกเป็นระยะสั้นและระยะยาว (2 ปีขึ้นไป) โดยในระยะยาวราคาทองคำจะเคลื่อนไหวขึ้นลงไปตามอุปสงค์และปริมาณของทองคำในตลาดโลก ซึ่งหากพิจารณาในช่วงปี 2547-2551 จะพบว่า การใช้ทองคำกว่า 68% ของความต้องการทองคำทั่วโลกนำไปใช้เพื่อผลิตสินค้าอัญมณี และ 14% นำไปใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งรวมแล้วกว่า 82% ที่เป็นการใช้ไปเพื่อการบริโภคและการผลิต หรือกล่าวคือใช้ทองคำในฐานะที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ขณะที่ส่วนที่เหลืออีก 19% นำไปใช้เพื่อการลงทุน
การใช้ทองคำในการทำอัญมณีและสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นสินค้าที่มักเติบโตไปในทิศทางเดียวกับระดับรายได้หรือการขยายตัวของ เศรษฐกิจ ดังนั้น หากเศรษฐกิจขยายตัวก็จะส่งผลให้ความต้องการทองคำเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นได้
การนำทองคำไปใช้เพื่อการลงทุน ในภาวะปกตินักลงทุนย่อมเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนมากกว่า ในตลาดโลกที่การลงทุนมักอยู่ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐ ถ้าหากค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง นักลงทุนยอมลดการถือเงินเหรียญสหรัฐแล้วหันไปถือสินทรัพย์อื่นอย่างเช่น ทองคำได้
ปริมาณของทองคำกว่า 60% ของปริมาณทองคำมาจากการผลิตจากเหมือง 28% มาจากทองคำเก่าที่นำมาผลิตใหม่และ 12% มาจากการซื้อขายทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ด้วยเหตุที่ผลผลิต จากเหมืองมีสัดส่วนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับอุปทานทองคำทั้งโลก ดังนั้นการปรับตัวเพิ่มหรือลดของการผลิตจากเหมืองย่อมมีผลต่อราคาทองในตลาด โลกในทางตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุน หลักของการผลิตสินค้าต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ทองคำก็มีผลต่อการผลิตและการขนส่งทองคำ ซึ่งทำให้ราคาทองคำปรับตัวในทิศทางเดียวกับต้นทุนได้เช่นกัน
ในระยะสั้นศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB พบว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่นักลงทุนถือไว้เพื่อป้องกัน ความเสี่ยงยามเศรษฐกิจหดตัว แต่เนื่องจากปัจจัยด้านอื่นที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำซึ่งรวมถึงผลในระยะยาว ของความต้องการทองคำที่จะเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ในฐานะที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ จึงทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงได้ในยามเศรษฐกิจหดตัว
จากความเข้าใจเรื่องความต้องการและปริมาณของทองคำ ทำให้รู้ว่าทองคำเป็นได้ทั้งสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ดังนั้น หากมองทองคำในแง่เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนโดยตัดผลของรายได้ที่มีต่อทองคำ ในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์ออกไปแล้ว จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงรายได้หรือการขยาย/หดตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลในทางตรง ข้ามกับราคาทองคำซึ่งแสดงถึงความต้องการถือทองคำที่มากขึ้นในช่วงเศรษฐกิจหด ตัว โดยหากเศรษฐกิจหดตัว 1% จะมีผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.7% ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐและราคาน้ำมันหากเปลี่ยนไป 1% จะมีผลต่อราคาทองคำ ลบ 0.86 และ 0.06 ตามลำดับ
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่เบี่ยงเบนออกจากราคาพื้นฐาน เกิดจากความต้องการทองคำในฐานะที่เป็นสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Safe-Haven Asset) จะเห็นได้ชัดว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่เบี่ยงเบนออกจากราคาพื้นฐานจะ สวนทางกับการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งแสดงถึงความต้องการซื้อและขายทองคำที่ สวนทางกับรายได้ แปลว่าใน|ช่วงรายได้ลดลง (เศรษฐกิจหดตัว คนจะเริ่มมีการซื้อทองคำเก็บไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ศรษฐกิจขยายตัว) จะเริ่มมีการขายทองคำเพื่อไปถือสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าแทน
ผลวิเคราะห์ราคาทองคำ
- ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อทิศทางเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าและเศรษฐกิจโลกหดตัว
- ราคาทองคำมีความสัมพันธ์เล็กน้อยในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันในตลาดโลก
- ราคาทองคำและดัชนีตลาดหุ้น|เริ่มมีความผันผวนใกล้เคียงกันมากขึ้นในช่วง 5 ปีหลัง
ที่มา : สมาคมค้าทองคำ / posttoday
เรื่องอื่นที่น่าสนใจ ที่คุณอาจต้องการรู้
- แนวโน้มทองคำ แหล่งเงินได้ของนักลงทุน
- SPDR Gold Trust กองทุนทองคำที่ใหญ่สุดในโลก
- One-Asset ลุยกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้
- Gold Futures แนวโน้มราคาทองคำ
- ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อาจเคลื่อนตัวถึง 730 จุด
Tags: กองทุนทองคำ, กองทุนใหม่, การลงทุน, การลงทุนในทองคำ, ข่าวสารกองทุนรวม, ตลาดทองคำนิวยอร์ค, แนวโน้มราคาทองคำ
ขอบคุณค่ะ
Cheap Best News Cyber Biz
- ทีโอที เปิดบริการ 'PTT Free Wi-Fi by TOT'
- "Priscilla Chan" ยอดดวงใจเจ้าพ่อเฟซบุ๊ก
- 'อนุดิษฐ์' ยันพร้อมหนุน MVNO 3G TOT
- “อาลีบาบา” ควัก 7 พันล้านซื้อหุ้น 20% คืนจากยาฮู
- สศช.สั่ง กสท ชะลอขยาย “3G My” รอความชัดเจน
- กสทช.เผยค่ายมือถือแนะแก้เกณฑ์ขอเลขหมาย
- ทำเงินบนโลกไอที (82) : ถอดรหัส "Groupon Thailand"
- “ซัคเกอร์เบิร์ก” แต่งงานแล้ว! หลังรวย $2 หมื่นล.จากเฟซบุ๊กเข้าตลาด
- ซีอีโอลาออก อนาคตยาฮูจะเป็นอย่างไร ?? (Cyber Weekend)
- [CyberTV EP.4] เจาะลึกข้อเด่น-ด้อย Nokia Lumia 800





[...] ซื้อกองทุนทองคำ [...]