
Search!
Enter your keywords:Recent Posts
- รางวัล ที่คนทำงานยุคใหม่ ใฝ่หา
- ฝากประจำ ดอกเบี้ยสูง จริงหรือ
- มีปัญหากับ KrungSri First Choice แฮะ
- เสียความรู้สึกที่ ดาษดา แกลลอรี่ เขาใหญ่
- เกณฑ์การรับเงินชดเชย น้ำท่วม
- เที่ยวเกาะล้าน ใส่ One piece wool long johns โชว์สาว
- The Mens One Piece Wool Long Johns
- Wow Florists Fashion in the Land
- พ่อมด น้อย ทางการเงิน ก๊าก..กก
- หนาวนี้ ไปเที่ยว เกาะล้าน พัก รีสอร์ท
Archives
- February 2012
- January 2012
- December 2011
- November 2011
- October 2011
- September 2011
- August 2011
- July 2011
- June 2011
- May 2011
- April 2011
- March 2011
Blogroll
เทคนิคซื้อถูกขายแพง
บทความโดย เจษฎา สุขทิศ จาก fundmanagertalk.com, CFA.ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด ได้เขียนถึงเทคนิคการลงทุนไว้น่าสนใจมาก โดยให้ข้อมูลว่า หุ้นช่วง นี้ลงมาเยอะเลย อย่าเพิ่งซื้อ นักวิเคราะห์กำลังจะปรับประมาณการปีนี้ลงอีก ช่วงนี้หุ้นเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว เริ่มมีความน่าลงทุน ปีที่แล้วขาดทุนไปเยอะเลย คงหยุดเล่นไปอีกซักพัก โดยมักได้ยินประโยคเหล่านี้จากเพื่อนๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งมองว่าเป็นการสะท้อนพฤติกรรมการมองไปข้างหลัง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
แนวทางข้างต้นเรียกว่า เป็นการลงทุนแบบ Momentum คือรอให้ตลาดมีสัญญาณก่อนจึงค่อยปรับตัวตาม เช่น ถ้าหุ้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นซักระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นสัญญาณเข้าลงทุน หรือถ้าหุ้นเริ่มตกซักระยะ ก็เป็นสัญญาณในการขายหุ้น ซึ่งกลยุทธ์แบบ Momentum ดังกล่าวจะใช้ได้ผลในตลาดแบบ Trendy market กล่าวคือเวลาขึ้นหรือลงแต่ละรอบเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาวๆ
โดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบสไตล์ Momentum เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างมาก บ่อยครั้งถ้าเรารอให้หุ้นขึ้นแล้วค่อยซื้อ หุ้นลงค่อยขาย กลับให้ผลลัพธ์เป็นการ ซื้อแพง ขายถูก แนวทางที่จะขอเสนอในวันนี้ เป็นหลักการปรับพอร์ตแบบ ซื้อถูก ? ขายแพง ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กับการลงทุนส่วนตัว และแนะนำให้กับเพื่อนและลูกค้าแล้วได้ผลที่ดี โดยวิธีการเป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าเรามีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น 10,000 บาท โดยกำหนด 20% เป็นเปอร์เซนต์เป้าหมายในการปรับพอร์ต และเงินลงทุนเป้าหมายคือ 10,000 บาท กฎมีดังนี้
- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 20% หรือขึ้นมาเป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้
- เมื่อใดก็ตามที่พอร์ตการลงทุนปรับลดลง 20% หรือเหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท
- ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ จนเมื่อใดหากมีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีเงินเก็บพร้อมจะลงทุนมากขึ้น ให้ปรับเงินลงทุนเป้าหมายขึ้น/ลงได้ ตามความเหมาะสม

เริ่มต้น 30 Mar 07 ที่ SET 673.71 ลงทุน 10,000 บาท
3 Jul 07 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 673.71 x 1.2 = 808.45 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
5 Sep 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 808.45 x 0.8 = 646.75 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
7 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 646.75 x 0.8 = 517.4 (เงินสดเหลือ ? 2 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
27 Oct 08 ซื้อเพิ่ม 2,000 บาท ที่ SET 517.4 x 0.8 = 413.92 (เงินสดเหลือ ? 4 พันบาท หลังจากซื้อเพิ่มพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
4 May 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 413.92 x 1.2 = 496.70 (เงินสดเหลือ -2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
5 Jun 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 496.70 x 1.2 = 596.05 (เงินสดเหลือ 0 บาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
22 Sep 09 ขายออก 2,000 บาท ที่ SET 596.05 x 1.2 = 715.26 (เงินสดเหลือ + 2 พันบาท หลังจากขายออกพอร์ตมีมูลค่า 1 หมื่นบาท)
30 Mar 10 SET อยู่ที่ 788.80 กลยุทธ์ REBALANCING ให้ผลตอบแทนคร่าว ๆ = (788.80 ? 715.26) / 715.26 = 10.28% รวมกับเงินสดคงเหลือ 2000/10000 = 20% รวมเป็นผลตอบแทน ประมาณ 30.28%
ขณะที่หาถือครองการลงทุนตั้งแต่ วันแรกจะได้ผลตอบแทนประมาณ (788.8 ? 673.71) / 673.71 = 17.08%
กล่าวคือ REBALANCING Technique ให้ผลตอบแทนสูงกว่า = 30.28 ? 17.08 = 13.2%
ส่วน ตัวที่ชื่นชอบแนวทางการลงทุนแบบ Rebalancing เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราได้ ?ซื้อตอนลง และขายตอนขึ้น? หรือเรียกได้ว่า ?ซื้อถูก ขายแพง? ครับ นอกจากนี้เวลาราคาปรับเพิ่มขึ้นก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง
แนวทาง นี้ใช้ได้กับการลงทุนในตราสารหนี้, โภคภัณฑ์ และจัดพอร์ตการลงทุนโดยรวม (Asset Allocation) ได้ด้วยครับ โดยต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของแต่ละ ประเภทของหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่นำเสนอในวันนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ค่อยดีในตลาด Trendy market แบบหลาย ๆ ปีเช่น ขาลงในช่วงปี 1996 ? 1998 หรือขาขึ้นในปี 2002 ? 2003 ครับ แต่ก็คงจะไม่เปลี่ยนแนวทางการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะแนวทางแบบ Rebalancing ให้ความสบายใจในการจัดพอร์ตครับ เมื่อก่อนเวลาตลาดขึ้นก็เครียดเพราะรู้สึกว่าตกรถไฟ เวลาตลาดลงก็เครียดเพราะขาดทุน เดี๋ยวนี้เวลาตลาดขึ้น และลุ้นให้ขึ้นจนถึง 20% เพื่อจะได้ขายทำกำไร เวลาตลาดลงก็มีความสุขครับอยากให้ลงเยอะ ๆ ถ้าลงถึง 20% ก็คือช่วงเวลาที่จะได้ Shopping ของดีราคาถูก เรียกได้ว่า จะขึ้นหรือจะลงก็สนุกไปกับมัน
เรื่องอื่นที่น่าสนใจ ที่คุณอาจต้องการรู้
- ธกส เพิ่มทรัพย์ เปิดขายแล้ว
- ลงทุนทองคำราคาพุ่งอีกแล้ว
- วิธีคิดแบบคนรวย ปรับเปลี่ยนแนวคิดให้รวย
- โบรกเกอร์ชี้ควรซื้อ Tisco สินเชื่อ-กำไร
- หุ้นไทยคม ควรศึกษาข้อมูลก่อนการซื้อ
ขอบคุณค่ะ
Cheap Best News Cyber Biz
- โซนี่ส่งหูฟังซีรีย์ XBA ลงตลาดระดับกลางถึงไฮเอนด์ (ชมคลิป)
- กสทช.บีบค่ายมือถือกำหนดวันหมดอายุพรีเพดใหม่ใน 30 วัน
- 'กิตติศักดิ์' คว้าเก้าอี้ซีอีโอ กสท ตามคาด
- ซัมซุงยัน Galaxy S III ไม่เปิดตัวที่ฝรั่งเศส
- 'ฟูจิ ซีร็อกซ์' ดันธุรกิจเอาท์ซอร์ส ให้คำปรึกษาลดค่าใช้จ่ายองค์กร
- จับตาเฟซบุ๊กลุยโฆษณามือถือ-แท็บเล็ต
- รับชมวิดีโอแรก Google Chrome สำหรับแอนดรอยด์
- กสทช.เตรียมรื้อเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมาย
- นิคอน จุดพลุ กล้องฟูลเฟรม D800 ชูความละเอียด 36.3 ล้านพิกเซล
- ลาก่อน ปุ่ม Start บน Windows : Cyber talk



