หลักการเลือกซื้อหุ้นกู้


Posted on Wednesday, August 18, 2010 by in การเงินการลงทุน |
Tags: , , ,

หลายๆ ท่านคงเคยมีประสบการณ์ ในการเลือกซื้อหุ้นและการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชน เช่น หุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทย, หุ้นกู้ปตทสผ. ฯลฯ ที่ทยอยเสนอขายอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วันนี้ผมจะขอเสนอแนวทางในการเลือกหุ้นกู้เอกชนอย่างมีหลักการ ซึ่งน่าจะพอเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนของท่านได้

ตราสารภาคเอกชนจัดเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงกว่าพันธบัตร รัฐบาล กล่าวคือโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้จะสูงกว่าพันธบัตร โดยหุ้นกู้ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยบริษัท จัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น FITCH, TRIS โดยอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดคือ AAA และอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment grade คือ BBB – ขึ้นไป

ยกตัวอย่างเช่น หากพันธบัตรรัฐบาล 5 ปีมีดอกเบี้ยที่ 3.34% หุ้นกู้ก็ควรได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าพันธบัตร โดยส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของหุ้นกู้กับดอกเบี้ยของพันธบัตรจะเรียกว่า Credit Spread ซึ่งเป็นผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ช่วยชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ หุ้นกู้ที่ได้รับ Ratings ต่ำกว่าย่อมหมายถึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่า หุ้นกู้นั้นก็ควรจะมี Credit Spread ที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
ที่สำคัญคือท่านในฐานะนักลงทุนรายย่อย จะทราบถึงดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล และ Credit spread ของหุ้นกู้เอกชนได้จากแหล่งข้อมูลใด แนะนำให้ท่านศึกษาข้อมูลได้จากเวบไซต์ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Market Association) เปิดซื้อหุ้นกู้ 2553

การเลือกซื้อหุ้นกู้

รูปที่ 1 Corporate Bond Yield Curve
การเลือกซื้อหุ้นกู้

จากรูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึง Credit Spread ปัจจุบันของหุ้นกู้ในแต่ละช่วงอายุ และระดับ Ratings ต่าง ๆ เช่น หุ้นกู้อายุ 3 – 5 ปี ระดับ A มีระดับ Credit Spread ที่ 176 bps หรือ 1.76% ส่วนระดับ BBB อยู่ที่ 367 bps หรือ 3.76%

รูปที่ 2 ThaiBMA Government Bond Yield Curve

เปิดซื้อหุ้นกู้ 2553

เมื่อทราบข้อมูล Credit Spread แล้ว ให้นำค่า Credit Spread ที่ได้ไปบวกกับดอกเบี้ยของพันธบัตร ตามรูปที่ 2 ยกตัวอย่างเช่น หากท่านกำลังศึกษาเพื่อจะลงทุนในหุ้นกู้ระดับ A ที่อายุประมาณ 5 ปี ปัจจุบัน ณ วันที่ 16 มิ.ย. ดอกเบี้ยพันธบัตร 5 ปีอยู่ที่ 3.34% และ Credit Spread อยู่ที่ 1.76% ดังนั้นดอกเบี้ยที่เหมาะสมก็ควรอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 3.34 + 1.76 = 5.10%

หลักการที่ผมนำเสนอในวันนี้จะช่วยให้ท่านสามารถคำนวณหาดอกเบี้ยที่เหมาะสม สำหรับหุ้นกู้แต่ละรุ่นที่เสนอขายในตลาดได้ เช่น หากเราได้รับการเสนอขายหุ้นกู้ 5 ปีระดับ A ที่ดอกเบี้ย หรือ Yield to maturity ที่ 6.00% ก็น่าจะเป็นโอกาสที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าระดับ Fair value อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ฐานะทางการเงินของแต่ละบริษัทที่เราจะลงทุนอย่าง ละเอียดก็มีความสำคัญครับ เพราะ Ratings นั้นไม่ใช่ว่าได้ A แล้วจะคงอยู่ตลอดไป ถ้าฐานะการเงินด้อยลง บริษัทนั้นก็จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน

ในโลกของการลงทุนนั้น “ยิ่งรู้มากกว่าก็ยิ่งได้เปรียบ” ข้อมูลโดย เจษฎา สุขทิศ,CFA. ผู้จัดการกองทุน, บลจ.อยุธยา จำกัด

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ ที่คุณอาจต้องการรู้

  1. ทหารไทยชวนลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ
  2. มารู้จักกับ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
  3. Global Bond Fund คืออะไร
  4. Cash Advance Are Better Than Banks Payday Loans
  5. กองทุนรวม FIF กับฟองสบู่ดูไบ
ขอบคุณในความกรุณาจากทุกท่านเป็นอย่างสูงที่สนใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากต้องการนำบทความในหน้านี้ไปเผยแพร่หรือคัดลอกไปใช้ในกรณีใดๆ โปรดกรุณาทำ link กลับมายังต้นฉบับด้วย จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง หรือจะ copy url ด้านล่างนี้ไปใช้เพื่อทำ link กลับมายังหน้าแห่งนี้ได้เลย

ขอบคุณค่ะ

Cheap Best News Cyber Biz

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.